posted on 21 Aug 2010 14:37 by colorbar
.....

by ;๐-Pong (จากรายการแชมป์เฉือนแชมป์ ตอนเมนูเด็ดสตูว์ปลาสไตล์ญี่ปุ่น)
ที่มา: บล็อกเฟลดอทคอม
.....
เห็นการเซ็นเซอร์ในรายการแชมป์เฉือนแชมป์แล้ว เรานึกถึงการเซ็นเซอร์ฉากชิสุกะอาบน้ำในโดราเอมอน เห็นแล้วปวดตับ!!!
อันที่จริงรายการแชมป์เฉือนแชมป์ เป็นรายการที่ดีมากเลยนะครับ
แต่ระบบการเซ็นเซอร์ของมันก็น่าขันเสียเหลือเกิน
วันไหนรายการนี้มีการทำอาหารที่ต้องใช้เหล้าเป็นส่วนประกอบ
มันจะเบลอทั้งรายการ ไม่ว่าเหล้าสาเกจะถูกเทไปอยู่ในภาชนะใดๆ จาน ถ้วย
หมักปลา มันจะถูกทำให้เบลอจนไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วหน้าตาเป็นอย่างไร
จริงอยู่ที่เหล้าไม่ดี แต่มันน่าจะคนละกรณีกับที่คนเซนเซอร์รายการคิด
เพราะเหล้า ณ ที่นี้คือเครื่องปรุงอาหาร
หากอยู่ในขวดมีฉลากระบุยี่ห้อชัดเจนท่านจะเซนเซอร์เราก็พอรับได้
แต่เวลามันอยู่ในจานอาหาร มันไม่ใช่เหล้าแล้วครับพ่อเจ้าประคุณรุนช่อง
มันคืออาหาร!!!
เช่นเดียวกับการเห็นอาวุธในฉากละคร
เราก็ไม่เห็นจะมีพระเจ้า 3 หำตนใดไปเซ็นเซอร์หากมันถูกวางอยู่เฉยๆ
แต่ถ้ามันถูกจับขึ้นมาทำร้ายเมื่อไหร่ จี้หัว จ่อคอ นั่นละ!!
ท่านจะเซ็นเซอร์ เราก็พอรับได้
ส่วนในรายการแชมป์เฉือนแชมป์ รบกวนใช้หัวไชเท้าคิดเสียบ้าง
การเซ็นเซอร์ที่ไม่ทำให้สังคมได้ประโยชน์อะไร ไม่เมกเซนส์ ก็ทบทวนกันหน่อยเถิดท่านผู้เจริญทั้งหลาย
posted on 16 Aug 2010 13:47 by colorbar in Article
โดย: โกวิท โพธิสาร
รายงานพิเศษ
follow me(dia) : นกน้อยในสถานการณ์ขัดแย้ง
นิตยสารทันสื่อ ฉบับที่ 01
......
เอ็กโค มาร์ยาดี ฝ่ายส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ พันธมิตรผู้สื่อข่าวอิสระ
ประเทศอินโดนีเซีย เล่าให้ฟังว่า
นอกจากปัญหาที่สื่อต่างประเทศมักวาดภาพอินโดนีเซียเป็นประเทศที่ผลิตผู้ก่อ
การร้าย เพียงเพราะเป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดของโลกแล้ว
ประเทศของตนยังมีปัญหาจากสื่อภายในประเทศแบ่งแยกออกเป็น 2
กลุ่มอันมาจากปัญหาทางการเมืองและความเชื่อทางศาสนา
"ตั้งปี 1998
ถึงปัจจุบันมีความขัดแย้งขึ้นมากมาย โดยเฉพาะปี 1998
นั้นมีความขัดแย้งรุนแรงคือการจลาจลกระทั่งทำให้ประธานาธิปดีซูฮาร์โตหล่น
จากอำนาจ ขณะนั้นสื่อแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ
กลุ่มที่อยู่ฝั่งทหารและกลุ่มที่ต้องการปฏิรูปทางการเมือง
ซึ่งการจลาจลครั้งนั้นทำให้เกิดการบาดเจ็บของผู้สื่อข่าวด้วย
ปีถัด
มามีเหตุการณ์รุนแรงในเกาะอัมบน ซึ่งเริ่มต้นจากปัญหาทางการเมือง
ถัดมาก็เป็นความรุนแรงทางศาสนาระหว่างมุสลิมกับคริสเตียน
เกิดการจลาจลทำให้เกิดคนตายนับพัน สถานที่ทางศาสนาถูกเผา
สื่อก็แบ่งออกเป็นสองกลุ่มตามความเชื่อทางศาสนาของตนเอง
ถัดจาก
เหตุการณ์ที่อัมบน ก็ไปสู่เมืองโปโซ บนเกาะสุลาเวสี ซึ่งมีความขัดแย้ง
และมีจลาจลถึง 5 ปี ตั้งแต่ปี 1998-2003
ปัญหาเกิดจากมุสลิมที่พ่ายแพ้จากอัมบนนั้นมุสลิมถูกฆ่าตายไปเยอะมาก
ถือว่าคนคริสเตียนเป็นฝ่ายชนะในครั้งนั้น เขาก็เลยย้ายมาล้างแค้นที่โปโซ
เกิดคนมุสลิมเข้าไปจัดการกับคนคริสเตียนมากมาย
สื่อก็มีการแบ่งกลุ่มจัดตั้งสื่อมุสลิม และคริสเตียน แล้วก็มาโจมตีกัน
อีก
ช่วงหนึ่งคือเหตุการณ์ความขัดแย้งที่ติมอร์ ในปี 2000
ซึ่งต่อมาแยกออกเป็นประเทศติมอร์เลสเต
ขณะนั้นกองทัพอินโดนีเซียกำลังเสียการควบคุมและเริ่มเกิดการจลาจล
ขณะเดียวกันสื่อที่เป็นสื่อหลักในการรายงานข่าวนี้คือ CNN และ Al Jazeera
ก็มีเลือกข้างชัดเจน คือเลือกฝั่งที่ต้องการแยกตัว
นอกจากนั้นยังมี
ที่อาเจะห์ และปาปัว ทั้งสองพื้นที่มีความขัดแย้งมาอย่างยาวนาน
สื่อก็ทำงานอย่างยากลำบาก รัฐบาลควบคุมอย่างเข้มข้น ความเสรีมีน้อย
ประเด็นขัดแย้งส่วนใหญ่คือความต้องการแยกตัวออกจากอินโดฯ
สื่อก็ถูกคำถามว่ารักชาติหรือเปล่า ถ้ารักชาติก็ต้องเข้าชาติอินโดฯ
ต้องเข้าข้างรัฐบาล"
เอ็กโค มาร์ยาดี
กล่าวถึงประเด็นด้านจริยธรรมสื่อว่า ประสบการณ์ทำข่าวมา 15 ปี
ตนเห็นว่าสื่อมีลักษณะสนับสนุนการเกิดความขัดแย้ง
แทนที่จะมองไปที่สันติภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
อีกอย่างคือสื่อรายงานโดยใช้คำพูดที่แสดงถึงความเกลียดชัง
และใส่อารมณ์ความรู้สึกของตัวเองลงไปในข่าวด้วย และ
สื่อมักนำเสนอข่าวสร้างสีสันอธิบายในรายละเอียดเป็นอันมาก
ซึ่งบางอย่างก็เป็นรายละเอียดที่ชวนสยดสยอง เช่น มีการฆ่าหั่น สับ
มีการตัดคอ ตัดหู
แทนที่จะมองประเด็นความพยายามที่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นจากหลายๆ
ฝ่ายในสังคม ที่สุดคือจริยธรรมวิชาชีพหายไป
"ตัวอย่างในอำบนที่เกิด
ขึ้นในปี 1999-2004
นั้นพบว่าสถานีวิทยุแห่งหนึ่งมีการกระจายเสียงที่กระตุ้นความรุนแรงด้วยการ
พูดให้ฝ่ายหนึ่งไปฆ่าอีกฝ่ายหนึ่ง
ขณะที่อีกฟากหนึ่งก็ใช้หนังสือพิมพ์เพื่อกระตุ้นให้คนไปทำในลักษณะเดียวกัน
เมื่อ
เมษายนที่ผ่านมา มีความรุนแรงในตันจุงปรียกซึ่งอยู่ตอนเหนือของ จาการ์ตา
สื่อโดยเฉพาะทีวีทำตัวเสมือนตำรวจเสียเอง คือทำข่าวในลักษณะไปสอบเค้น
และนำเสนอข่าวไม่ได้ดุลยภาพ ไม่ยุติธรรมกับแหล่งข่าว
ทำให้คนดูไม่รู้ว่าใครถูกใครผิดกันแน่"
อย่างไรก็ตาม
ยังคงมีความพยายามที่จะเสนอข่าวในเชิงสันติภาพเช่นกัน
โดยเอ็กโคเล่าให้ฟังว่า สื่อกระแสหลักของอินโดนีเซีย เช่น นสพ.คอมปาส
มีการนำเสนอเชิง Soft journalism คือไม่มุ่งประเด็นไปที่ความรุนแรงตลอดเวลา
อันจะเป็นการสร้างให้คนมีอารมณ์รุนแรง
กระนั้นก็ยังมีสื่อหนังสือพิมพ์รายสะดวกบางฉบับ ซึ่งไม่รู้ว่าใครเป็นนายทุน
รวมถึงมีทีวีอยู่ช่องหนึ่งที่พยายามให้ข้อมูลด้านเดียว และเน้นความรุนแรง
มีการพูดถึงสิ่งที่น่ากลัว น่าสยดสยองตลอดเวลา
ในความเห็นของเอ็กโค
การทำข่าวที่มีความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องง่าย นักข่าวต้องการปัจจัยหนุนต่างๆ
มากมายรวมทั้งประสบการณ์ด้วย ซึ่งเขาได้เรียนรู้มาโดยตลอด
ทั้งยังมีการพูดถึงจริยธรรมมาโดยตลอดเช่นกัน
ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นเขามองว่าไม่ใช่เพราะ นักข่าวตั้งใจจะละเมิดจริยธรรม
แต่เกิดจากการไม่มีประสบการณ์มาก่อน สำหรับกรณีประเทศไทยอาจเกิดความผิดพลาด
ที่บางคนอาจตีความว่าผิดจริยธรรมก็ได้ข้อแนะนำคือนักข่าวต้องเรียนรู้จาก
สิ่งที่เกิดขึ้น
"เมื่อนักข่าวลงไปในพื้นที่
แทนที่จะรายงานจากสิ่งที่เห็นเพียงอย่างเดียว
ต้องพยายามแสวงหาความต้องการของแหล่งข่าว ควรไปถามความรู้สึกประชาชนมา
ไม่ใช่เอาความรู้สึกส่วนตัวไปปะปนกับข่าว
และอย่าพยายามรายงานรายละเอียดเหตุการณ์ความรุนแรงเช่น เลือดไหล สมองแตก
มากนัก เพราะยิ่งทับถมให้เกิดรู้สึกความรุนแรงมากขึ้นยิ่งไปอีก
ยิ่งความขัดแย้งเข้มข้นเท่าใด นักข่าวยิ่งต้องรายงานอย่างอิสระ ไม่เลือกข้าง
และพยายามอย่าแสดงความคิดเห็นในข่าว
เพราะความเห็นมักจะมาพร้อมกับการแบ่งแยก แบ่งฝ่าย
พยายามรายงานเฉพาะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แล้วก็หยุดอยู่แค่นั้น
อย่าใส่ความคิดเห็นลงไป
โดยหลักแล้วนักข่าวไม่ได้ทำงานเพื่อตนเอง
แต่เป็นการทำงานเพื่อสาธารณะ
สิทธิสาธารณะในการรับข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องนั้น
เป็นสิทธิขั้นสูงสุดของสาธารณชน"