ร่างประกาศโฆษณาแฝง : พลิกดำเป็นขาว และเห็นผิดเป็นถูก?
posted on 22 Nov 2009 11:27 by colorbar in Articleเอาเข้าจริง การถอดผลวิจัยความยาวหลายร้อยหน้าให้กลายเป็นบทความอ่านเข้าใจง่ายๆ ภายในไม่กี่ย่อหน้าก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะความตั้งใจจะนำเรื่องราวนำเสนอผ่านบล็อกก็ยิ่งยากไปใหญ่ เนื่องเพราะสถานการณ์ของงานที่ไหลมาเทมาทำให้การปลีกตัวมายังพื้นที่อื่นที่ ไม่ใช่งานประจำ ดูจะเป็นสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า "เป็นไปไม่ได้"
กระนั้น มันคงจะพูดได้เต็มปากกว่านี้ หากการเขียนย่อหน้าแรกไม่เริ่มขึ้น เพราะหากสามารถเขียนมาถึงตรงนี้ได้แสดงว่า มันต้องปลีกตัวได้บ้างสิน่า
และเมื่อเริ่ม ก็ขออนุญาตหยิบประเด็นที่แอบร้อน มาคุยสักนิด
.....
สถานการณ์สื่อตอนนี้มีประเด็นที่น่าจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อคณะอนุกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งจากการประชุมเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ที่ผ่านมา โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่หยิบประเด็นเรื่อง "โฆษณาแฝงในรายการโทรทัศน์" ขึ้นมาเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข
นายสาทิตย์ ให้เหตุผลว่า เนื่องจากขณะนี้ รายการโทรทัศน์มีการแฝงสินค้าอย่างมากมาย และยังไม่มีกฎหมายใดมาดูแลควบคุม โดยให้เหตุผลเดิมๆ ว่า "กทช." ยังไม่เกิด
ขออนุญาตอธิบายถึงข้ออ้างดังกล่าว ทำไม กทช. จึงสำคัญนักหนาต่อวงการสื่อมวลชน นั่นก็เพราะ กทช. คือองค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลเรื่องโทรคมนาคม, คลื่นความถี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสัญญาสัมปทาน ข้ออนุญาตที่สื่อใดๆ จะมาขอจดทะเบียนเพื่อประกอบกิจการสื่อที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต รวมถึงโทรศัพท์มือถือ จะต้องทำตามข้อกำหนดเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่
กทช.จึงมีความสำคัญในการควบคุมเหล่าบริษัทต่างๆ ให้ทำหน้าที่ตามกฎที่ควบคุมไว้ แต่ปัจจุบัน กทช. ยังคงคืบที่ละก้าว คลานที่ละศอก ผ่านไป 10 กว่าปี ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จนถึงขณะนี้ แม้จะมี กทช. แล้ว แต่ก็ยังคงเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจเต็มที่แต่อย่างใด
หากไม่เข้าใจ กรุณาดูสถานการณ์คลื่น 3G เป็นตัวอย่าง เพราะขณะนี้ยังเป็นข้อถกเถียงว่า กทช. มีอำนาจให้สัปทานคลื่นหรือไม่ ซึ่ง กทช. เอง ก็ไม่แน่ใจในอำนาจของตัวเอง
ฉะนั้น การจะไปบังคับให้สถานีโทรทัศน์ทำตามข้อบังคับต่างๆ จึงเป็นเพียงภาพร่างลางเลือนเท่านั้น
จากภาวะสูญญากาศนี้เอง ที่สถานีโทรทัศน์เองก็หารายได้โดยไม่คำนึงถึงสิทธิผู้ชม นำเสนอสินค้า โฆษณากันเกร่อในรายการโทรทัศน์ ซึ่งกฎหมายปัจจุบันที่บังคับใช้มีเพียง พรบ.ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ที่ห้ามโฆษณาเกินชั่วโมงละ 12 นาทีครึ่ง และเฉลี่ยทั้งวัน ต้องไม่เกินชั่วโมงละ 10 นาที กระนั้นก็ไม่ได้บัญญัติบทลงโทษไว้ หากเกิดกรณีการไม่ปฏิบัติตาม
สิ่งที่เกิดขึ้นปัจจุบันจึงปรากฎโฆษณาแฝงมากมายไปอยู่ในรายการโทรทัศน์ และแน่นอนว่าเจตนาคือ เพื่อโฆษณา ไม่ว่าจะแฝงในลักษณะใดก็ตาม
ปัญหาจึงอยู่ตรงนี้ที่ว่า หากนับรวมโฆษณาแฝงบวกกับเวลาโฆษณาตรงแล้ว ปรากฎว่า รายการโทรทัศน์ส่วนมาก โฆษณาเกินกว่าที่ พรบ.ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์กำหนดไว้
กลับมาที่รัฐมนตรีสาทิตย์
นั่นจึงเป็นที่มาในแนวคิดของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้มีหน้าที่ดูแลสื่อโดยตรง
นายสาทิตย์ ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาจากการประชุมที่กรม ประชาสัมพันธ์จากองค์กรภาคประชาชน และผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ โดยตั้งใจให้ร่างนี้ เป็นการควบคุมกันเองของผู้ผลิตสื่อในเบื้องต้น หากเป็นไปไม่ได้ รัฐอาจต้องสร้างหลักเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อควบคุมเสียเองผ่านการออกกฎหมาย
"หากผู้ผลิตตั้งใจที่จะทำสื่อเพื่อสังคมจริงอย่างที่กำหนดไว้ในจรรยาบรรณ ร่างดังกล่าวก็จะต้องออกมาในลักษณะรับผิดชอบต่อสังคม แต่ถ้าไม่...รัฐก็ต้องเข้าไปดูแล" นายสาทิตย์ ว่าไว้
เพราะฉะนั้น ร่างที่ว่าจึงน่าสนใจ โดยเฉพาะในมุมของการควบคุมกันเองโดยสื่อนั้น จะทำร่างออกมาในมุมใด
.....
แต่ผลการร่างประกาศเพื่อควบคุมโฆษณาแฝง ที่ใช้ชื่อว่า "แนวทางการปรากฏของสินค้าในเนื้อหารายการทางสถานีวิทยุโทรทัศน์" โดยมี สคบ. เป็นเจ้าภาพจัดทำร่างขึ้น กลับมีลักษณะเอื้อต่อผู้ผลิตรายการโทรทัศน์มากกว่าจะคุ้มครองผู้บริโภค
ทำไมจึงคิดอย่างนั้น?
อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า สื่อโทรทัศน์ในปัจจุบัน มีความเกรงใจผู้ชมน้อยลง คิดอยากจะขายสินค้า วางสินค้า ทำเนื้อหาเพื่ออวยสินค้าอย่างไรก็ได้ และยิ่งมากขึ้นลุกลามไปทุกรายการ ไม่เว้นรายการที่ต้องการความน่าเชื่อถือเช่น รายการข่าว
นั่นจึงเป็นการคุกคามสิทธิของผู้ชม ที่พึงจะได้รับการชมเนื้อหารายการโดยปราศจากโฆษณาอย่างมาก ทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ส่วนนี้ว่าด้วยหลักของจริยธรรมสื่อมวลชนที่ดี
ในร่างดังกล่าว พยายามเลี่ยงการใช้คำว่า "แนวทางการโฆษณาแฝงของสินค้าฯ" ไปใช้คำว่า "แนวทางการปรากฎสินค้าฯ" แทน ทั้งนี้ ก็เพื่อเลี่ยงให้การโฆษณาแฝงนั้น ไม่ขัดกับตัวกฎหมาย พรบ.ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ โดยให้เหตุผลข้างๆ คูๆ ว่า การปรากฎสินค้าไม่ใช่โฆษณา พร้อมกับเขียนในร่างเพิ่มเติมอีกว่า "ไม่ให้นับเวลาการปรากฎสินค้าเหล่านี้เป็นเวลาโฆษณา"
ทำไมจึงไม่ให้นับรวม?
ก็เพราะนับรวมแล้วย่อมเกินกว่า พรบ.ประกอบกิจการกำหนดแน่ๆ จึงเขียนข้อความนี้กำกับไว้อีกทีว่าไม่ให้นับ วิธีการเหล่านี้จึงเป็นการเลี่ยงบาลีแบบที่ศรีธนญชัยใช้กันชัดๆ
ข้อสังเกตอีกหลายประการ เช่น
- โฆษณาแฝงแบบการวางสินค้าแทรกในรายการ (product placement) ทั้งป้ายสินค้า ภาพโลโก้สินค้าและบริการในหน้าจอทีวีพลาสมาหลังฉาก ฯลฯ หรือวิธีการวางสินค้าอื่นใดสามารถทำได้ (โดยอ้างว่าต้องเป็นไปอย่างธรรมชาติ?)
- โฆษณาแฝงแบบภาพโลโก้สินค้าที่ขึ้นตามมุมจอ และภาพโลโก้วินว์ (super logo, window logo) สามารถมีได้ในเนื้อหารายการ ครั้งละ 5 วินาที มีได้ 12 ชื่อสินค้า หากรายการยาว 1 ชั่วโมง จะสามารถมีภาพโฆษณาโลโก้นี้แทรกในเนื้อหาได้ 1 นาที
- โฆษณาแฝงแบบโฆษณาสปอตสั้น (VTR) สามารถมีได้ในตอนต้น หรือเข้าออกเบรกเนื้อหารายการ เช่น ช่วงนี้ สนับสนุนโดย... สินค้า A (5 วินาที), สินค้า B (5 วินาที)…., หากรายการยาว 1 ชั่วโมง จะสามารถมีโฆษณาสปอตสั้นแฝงในเนื้อหารายการอีก 1 นาที
- โฆษณาแฝงในเนื้อหารายการแบบสกู๊ป (scoop) หรือการสร้างภาพลักษณ์องค์กร (Corporate Social Responsibilities) จะสามารถมีได้อีก 1 ชิ้นเป็นอย่างน้อย ใน 1 รายการ
นี่คือประเด็นสำคัญเกี่ยวกับร่างดังกล่าว ซึ่งข้อสังเกตในส่วนแรกคือ จะตัดสินอย่างไรว่าการแฝงโฆษณา หรือการปรากฏสินค้าในรายการที่สร้างคำขึ้นมานี้ เป็นธรรมชาติหรือไม่ ยกตัวอย่างการวางแก้วกาแฟ โน๊ตบุ๊ค ในรายการข่าว เป็นธรรมชาติตรงไหน เพราะตลอดรายการไม่เห็นพิธีกรหยิบกาแฟขึ้นมาดื่ม หรืออ่านข่าวจากโน๊ตบุ๊คแม้แต่ครั้งเดียว หนำซ้ำยังพยายามทำให้ตัวสินค้าที่วางนั้นโดดเด่นกว่าความเป็นจริง บรรจงหันแก้วกาแฟให้ประกบรอยยิ้มชัดเจน ส่วนโลโก้ของโน๊ตบุ๊คยังใหญ่กว่ารุ่นที่ผลิตจากโรงงาน บางวันโลโก้นั้นก็แอบเอียง อันโลโก้เอียงที่ว่ายังรวมถึงที่เป็นของจอทีวีอันเบ้อเริ่มข้างหลังด้วย นอกจากนี้การใส่เสื้อผ้าที่มีตราสินค้าในซิทคอม การพูดอวยสินค้าในละคร ก็ยังคงต้องตั้งคำถามว่าเป็นธรรมชาติตรงไหน
ผมตั้งข้อสังเกตในเวทีหารือของอนุกรรมการนั้น ก่อนจะได้รับคำตอบกลับมาจากฝั่งผู้ผลิตว่า "ก็เป็นธรรมชาติดีนะคะ คนเราตื่นเช้ามาอ่านข่าวก็ต้องมีกาแฟ กางโน๊ตบุ๊ค"
โอ้ว ! แม่เจ้า...นั่นแสดงว่าเรามีปัญหาในการตีความ แยกแยะระหว่างธรรมชาติกับไม่เป็นธรรมชาติแล้วหละ
ประเด็นต่อมาคือการสามารถกราฟิกโลโก้สินค้าขึ้นมุมจอได้ชิ้นละ 5 วินาที โดยรายการ 1 ชั่วโมงขึ้นได้ไม่เกิน 12 ครั้ง นั่นหมายความว่าสามารถโฆษณาได้อีก 1 นาทีเต็มๆ ถามว่าเมื่อนับรวมกับโฆษณาตรงเท่ากับว่ามีการโฆษณาเกินใช่หรือไม่ ที่ประชุมเห็นว่า "ไม่ ... เพราะเขียนไว้แล้วว่าไม่ให้นับเวลารวม..."
ก็แหงหละ ...
ต่อมาคือ สามารถมีสปอตโฆษณาได้ ชิ้นละ 5 วินาที โดย 1 ชั่วโมงสามารถมีโฆษณาแฝงเพิ่มอีก 1 นาที นับเวลารวมกับโฆษณาตรง ก็เกินอีก แต่อย่างที่บอกว่า ร่างประกาศนี้เขียนไว้ว่า "ไม่ให้นับเวลารวมกับโฆษณาตรง"
สุดท้าย
สามารถมีสกู๊ปที่เป็น CSR (Corporate Social Responsibility) โดย อ้างว่า เพื่อสร้างภาพลักษณ์องค์กร โดยเนื้อเป็นไปเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติ วัฒนธรรม และไม่เป็นไปเพื่อการขายสินค้าหรือเชิงธุรกิจ
นับรวมเวลาโฆษณาแฝงที่สามารถมีได้โดยชอบธรรม หากร่างนี้ประกาศบังคับใช้นะครับ
นั่นแสดงว่าจะมีโฆษณาเพิ่มขึ้นมาอย่างน้อย 2 นาที ไม่นับรวมสกู๊ป หรือการวางสินค้าในรายการซึ่งร่างนี้ไม่ได้เขียนไว้ว่าจะสามารถวางสินค้าได้ กี่ชิ้น มากน้อย หรือมีเวลาในการให้เห็นสินค้านั้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งอาจจะวางสินค้าทั้งรายการก็ได้
สิ่งที่จะบอกมาทั้งหมดจากร่างนี้ กำลังจะบอกว่า ต่อไปนี้จะมีโฆษณาแฝงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากมีผลบังคับใช้ ขณะเดียวกันกฎหมายก็จะขัดกันเองกับ พรบ.ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ที่ห้ามมีโฆษณาเกินชั่วโมงละ 12 นาทีครึ่ง เฉลี่ยตลอดทั้งวันไม่เกินชั่วโมงละ 10 นาที กลายเป็นว่าจะโฆษณาถึงชั่วโมงละ 14 นาทีครึ่งเป็นอย่างน้อย
และกรุณาอย่ายกเอาข้ออ้างในร่างที่ว่า การปรากฎสินค้าเหล่านี้ ไม่ให้นับรวมกับเวลาโฆษณาและบริการธุรกิจ เพราะอย่างไรเสีย การปรากฎสินค้าเหล่านั้นก็คือการโฆษณาอย่างหนึ่ง หากบอกว่าไม่ใช่ แสดงว่าตารานิเทศศาสตร์ของโลกนี้ กำลังถูกตบหน้าและท้าทายอย่างหนักจากผู้ประกอบธุรกิจสื่อไทย ที่กำลังพลิกดำให้เป็นขาว
.....
ขณะนี้ร่างดังกล่าวเข้าใจว่า สคบ.ดำเนินการจัดทำเสร็จสิ้นแล้ว และน่าจะยื่นให้รัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย พิจารณาแล้ว ที่ว่าไม่แน่ใจเพราะยังไม่มีการรายงานให้ทราบว่าความคืบหน้าเป็นอย่างไร เพราะหลังการประชุมจัดทำร่างครั้งสุดท้ายที่ สคบ. เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ประธานในที่ประชุม นายนพปฎล เมฆเมฆา รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค จะดำเนินการให้เสร็จสิ้นเพื่อส่งให้รัฐมนตรีในวันดังกล่าวทันที
ประเด็นสำคัญคงไม่ใช่การออกกฎหมายมาควบคุมโฆษณาแฝงอย่างที่ตั้งใจ แต่ที่สำคัญคือ ร่างดังกล่าวกำลังจะทำให้การโฆษณาแฝงที่เคยผิดกฎหมายเพราะใช้เวลาเกินกว่าที่อนุญาต กลับกลายเป็นถูก และสามารถโฆษณาได้ตามที่ร่างนี้กำหนดไว้ โดยที่ไม่ต้องนับรวมเป็นเวลาโฆษณา
รัฐมนตรีจะเห็นชอบกับร่างดังกล่าวหรือไม่นั้น ก็ต้องรอดูต่อไป
แต่ในมุมของผู้บริโภค จะยอมรับให้มีโฆษณาแฝงโดยชอบธรรมหรือไม่ ลองถามตัวเองว่ารับได้มากน้อยแค่ไหน จะเอาหรือไม่เอากับร่างฯ นี้ เหตุผลคืออะไร ว่ามาเลยครับ
.....