.....






by ;๐-Pong (จากรายการแชมป์เฉือนแชมป์ ตอนเมนูเด็ดสตูว์ปลาสไตล์ญี่ปุ่น)


ที่มา: บล็อกเฟลดอทคอม

.....

เห็นการเซ็นเซอร์ในรายการแชมป์เฉือนแชมป์แล้ว เรานึกถึงการเซ็นเซอร์ฉากชิสุกะอาบน้ำในโดราเอมอน เห็นแล้วปวดตับ!!!

อันที่จริงรายการแชมป์เฉือนแชมป์ เป็นรายการที่ดีมากเลยนะครับ แต่ระบบการเซ็นเซอร์ของมันก็น่าขันเสียเหลือเกิน วันไหนรายการนี้มีการทำอาหารที่ต้องใช้เหล้าเป็นส่วนประกอบ มันจะเบลอทั้งรายการ ไม่ว่าเหล้าสาเกจะถูกเทไปอยู่ในภาชนะใดๆ จาน ถ้วย หมักปลา มันจะถูกทำให้เบลอจนไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วหน้าตาเป็นอย่างไร

จริงอยู่ที่เหล้าไม่ดี แต่มันน่าจะคนละกรณีกับที่คนเซนเซอร์รายการคิด เพราะเหล้า ณ ที่นี้คือเครื่องปรุงอาหาร หากอยู่ในขวดมีฉลากระบุยี่ห้อชัดเจนท่านจะเซนเซอร์เราก็พอรับได้ แต่เวลามันอยู่ในจานอาหาร มันไม่ใช่เหล้าแล้วครับพ่อเจ้าประคุณรุนช่อง มันคืออาหาร!!!

เช่นเดียวกับการเห็นอาวุธในฉากละคร เราก็ไม่เห็นจะมีพระเจ้า 3 หำตนใดไปเซ็นเซอร์หากมันถูกวางอยู่เฉยๆ แต่ถ้ามันถูกจับขึ้นมาทำร้ายเมื่อไหร่ จี้หัว จ่อคอ นั่นละ!! ท่านจะเซ็นเซอร์ เราก็พอรับได้

ส่วนในรายการแชมป์เฉือนแชมป์ รบกวนใช้หัวไชเท้าคิดเสียบ้าง

การเซ็นเซอร์ที่ไม่ทำให้สังคมได้ประโยชน์อะไร ไม่เมกเซนส์ ก็ทบทวนกันหน่อยเถิดท่านผู้เจริญทั้งหลาย

 

โดย: โกวิท โพธิสาร
รายงานพิเศษ follow me(dia) : นกน้อยในสถานการณ์ขัดแย้ง
นิตยสารทันสื่อ ฉบับที่ 01


......

เอ็กโค มาร์ยาดี ฝ่ายส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ พันธมิตรผู้สื่อข่าวอิสระ ประเทศอินโดนีเซีย เล่าให้ฟังว่า นอกจากปัญหาที่สื่อต่างประเทศมักวาดภาพอินโดนีเซียเป็นประเทศที่ผลิตผู้ก่อ การร้าย เพียงเพราะเป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดของโลกแล้ว ประเทศของตนยังมีปัญหาจากสื่อภายในประเทศแบ่งแยกออกเป็น 2 กลุ่มอันมาจากปัญหาทางการเมืองและความเชื่อทางศาสนา

"ตั้งปี 1998 ถึงปัจจุบันมีความขัดแย้งขึ้นมากมาย โดยเฉพาะปี 1998 นั้นมีความขัดแย้งรุนแรงคือการจลาจลกระทั่งทำให้ประธานาธิปดีซูฮาร์โตหล่น จากอำนาจ ขณะนั้นสื่อแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่อยู่ฝั่งทหารและกลุ่มที่ต้องการปฏิรูปทางการเมือง ซึ่งการจลาจลครั้งนั้นทำให้เกิดการบาดเจ็บของผู้สื่อข่าวด้วย

ปีถัด มามีเหตุการณ์รุนแรงในเกาะอัมบน ซึ่งเริ่มต้นจากปัญหาทางการเมือง  ถัดมาก็เป็นความรุนแรงทางศาสนาระหว่างมุสลิมกับคริสเตียน เกิดการจลาจลทำให้เกิดคนตายนับพัน สถานที่ทางศาสนาถูกเผา สื่อก็แบ่งออกเป็นสองกลุ่มตามความเชื่อทางศาสนาของตนเอง

ถัดจาก เหตุการณ์ที่อัมบน ก็ไปสู่เมืองโปโซ บนเกาะสุลาเวสี ซึ่งมีความขัดแย้ง และมีจลาจลถึง 5 ปี ตั้งแต่ปี 1998-2003 ปัญหาเกิดจากมุสลิมที่พ่ายแพ้จากอัมบนนั้นมุสลิมถูกฆ่าตายไปเยอะมาก ถือว่าคนคริสเตียนเป็นฝ่ายชนะในครั้งนั้น เขาก็เลยย้ายมาล้างแค้นที่โปโซ เกิดคนมุสลิมเข้าไปจัดการกับคนคริสเตียนมากมาย สื่อก็มีการแบ่งกลุ่มจัดตั้งสื่อมุสลิม และคริสเตียน แล้วก็มาโจมตีกัน

อีก ช่วงหนึ่งคือเหตุการณ์ความขัดแย้งที่ติมอร์ ในปี 2000 ซึ่งต่อมาแยกออกเป็นประเทศติมอร์เลสเต ขณะนั้นกองทัพอินโดนีเซียกำลังเสียการควบคุมและเริ่มเกิดการจลาจล ขณะเดียวกันสื่อที่เป็นสื่อหลักในการรายงานข่าวนี้คือ CNN และ Al Jazeera ก็มีเลือกข้างชัดเจน คือเลือกฝั่งที่ต้องการแยกตัว

นอกจากนั้นยังมี ที่อาเจะห์ และปาปัว ทั้งสองพื้นที่มีความขัดแย้งมาอย่างยาวนาน สื่อก็ทำงานอย่างยากลำบาก รัฐบาลควบคุมอย่างเข้มข้น ความเสรีมีน้อย ประเด็นขัดแย้งส่วนใหญ่คือความต้องการแยกตัวออกจากอินโดฯ สื่อก็ถูกคำถามว่ารักชาติหรือเปล่า ถ้ารักชาติก็ต้องเข้าชาติอินโดฯ ต้องเข้าข้างรัฐบาล"

เอ็กโค มาร์ยาดี กล่าวถึงประเด็นด้านจริยธรรมสื่อว่า ประสบการณ์ทำข่าวมา 15 ปี ตนเห็นว่าสื่อมีลักษณะสนับสนุนการเกิดความขัดแย้ง แทนที่จะมองไปที่สันติภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อีกอย่างคือสื่อรายงานโดยใช้คำพูดที่แสดงถึงความเกลียดชัง และใส่อารมณ์ความรู้สึกของตัวเองลงไปในข่าวด้วย และ สื่อมักนำเสนอข่าวสร้างสีสันอธิบายในรายละเอียดเป็นอันมาก ซึ่งบางอย่างก็เป็นรายละเอียดที่ชวนสยดสยอง เช่น มีการฆ่าหั่น สับ มีการตัดคอ ตัดหู แทนที่จะมองประเด็นความพยายามที่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นจากหลายๆ ฝ่ายในสังคม ที่สุดคือจริยธรรมวิชาชีพหายไป

"ตัวอย่างในอำบนที่เกิด ขึ้นในปี 1999-2004 นั้นพบว่าสถานีวิทยุแห่งหนึ่งมีการกระจายเสียงที่กระตุ้นความรุนแรงด้วยการ พูดให้ฝ่ายหนึ่งไปฆ่าอีกฝ่ายหนึ่ง ขณะที่อีกฟากหนึ่งก็ใช้หนังสือพิมพ์เพื่อกระตุ้นให้คนไปทำในลักษณะเดียวกัน

เมื่อ เมษายนที่ผ่านมา มีความรุนแรงในตันจุงปรียกซึ่งอยู่ตอนเหนือของ   จาการ์ตา สื่อโดยเฉพาะทีวีทำตัวเสมือนตำรวจเสียเอง คือทำข่าวในลักษณะไปสอบเค้น และนำเสนอข่าวไม่ได้ดุลยภาพ ไม่ยุติธรรมกับแหล่งข่าว ทำให้คนดูไม่รู้ว่าใครถูกใครผิดกันแน่"

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความพยายามที่จะเสนอข่าวในเชิงสันติภาพเช่นกัน โดยเอ็กโคเล่าให้ฟังว่า สื่อกระแสหลักของอินโดนีเซีย เช่น นสพ.คอมปาส มีการนำเสนอเชิง Soft journalism คือไม่มุ่งประเด็นไปที่ความรุนแรงตลอดเวลา อันจะเป็นการสร้างให้คนมีอารมณ์รุนแรง กระนั้นก็ยังมีสื่อหนังสือพิมพ์รายสะดวกบางฉบับ ซึ่งไม่รู้ว่าใครเป็นนายทุน รวมถึงมีทีวีอยู่ช่องหนึ่งที่พยายามให้ข้อมูลด้านเดียว และเน้นความรุนแรง มีการพูดถึงสิ่งที่น่ากลัว น่าสยดสยองตลอดเวลา

ในความเห็นของเอ็กโค การทำข่าวที่มีความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องง่าย นักข่าวต้องการปัจจัยหนุนต่างๆ มากมายรวมทั้งประสบการณ์ด้วย ซึ่งเขาได้เรียนรู้มาโดยตลอด ทั้งยังมีการพูดถึงจริยธรรมมาโดยตลอดเช่นกัน ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นเขามองว่าไม่ใช่เพราะ นักข่าวตั้งใจจะละเมิดจริยธรรม แต่เกิดจากการไม่มีประสบการณ์มาก่อน สำหรับกรณีประเทศไทยอาจเกิดความผิดพลาด ที่บางคนอาจตีความว่าผิดจริยธรรมก็ได้ข้อแนะนำคือนักข่าวต้องเรียนรู้จาก สิ่งที่เกิดขึ้น

"เมื่อนักข่าวลงไปในพื้นที่ แทนที่จะรายงานจากสิ่งที่เห็นเพียงอย่างเดียว ต้องพยายามแสวงหาความต้องการของแหล่งข่าว ควรไปถามความรู้สึกประชาชนมา ไม่ใช่เอาความรู้สึกส่วนตัวไปปะปนกับข่าว และอย่าพยายามรายงานรายละเอียดเหตุการณ์ความรุนแรงเช่น เลือดไหล สมองแตก มากนัก เพราะยิ่งทับถมให้เกิดรู้สึกความรุนแรงมากขึ้นยิ่งไปอีก

ยิ่งความขัดแย้งเข้มข้นเท่าใด นักข่าวยิ่งต้องรายงานอย่างอิสระ ไม่เลือกข้าง และพยายามอย่าแสดงความคิดเห็นในข่าว เพราะความเห็นมักจะมาพร้อมกับการแบ่งแยก แบ่งฝ่าย พยายามรายงานเฉพาะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แล้วก็หยุดอยู่แค่นั้น อย่าใส่ความคิดเห็นลงไป

โดยหลักแล้วนักข่าวไม่ได้ทำงานเพื่อตนเอง แต่เป็นการทำงานเพื่อสาธารณะ สิทธิสาธารณะในการรับข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องนั้น เป็นสิทธิขั้นสูงสุดของสาธารณชน"